แนวทางคัดผ้าม่านให้เหมาะสมกับเรือน

การเลือกสรรผ้าม่าน บางทีอาจเป็นเรื่องอยากเพราะบางท่าน ข้อพิสูจน์แล้วก็ไม่ใช่เช่นนั้นซะทีเดียว ถ้ามีความรู้สึกโดยพื้นฐานเรื่องสีอยู่บ้าง หรือไม่ก็จากความจัดเจนที่เคยได้สัมผัส ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ๆเราเคยผ่านตา เช่นที่พักต้นแบบตามแผน หรือเหย้าเรือนที่เราเคยได้เข้าไปสื่อสาร อาจเป็นบ้านเพื่อน คนรู้จัก หรือไม่ก็จากรายงาน นิตยาสาร อินเตอร์เน็ต หรือในร้านผ้าม่านเอง นั้นก็คือพื้นฐานดั้งเดิม  ความเห็นต่างๆ เราสามารถสัมผัสได้ในระดับหนึ่ง มองออกได้ในระดับหนึ่ง ทำให้เราได้มีขั้นแรกเริ่มต้นไม่มากก็น้อย การคัดเลือกผ้าม่านนั้นความหมาย ขึ้นอยู่กับเราว่าเราจะพึงใจอย่างไหน พอใจอย่างใด เราเองสามารถรู้ได้โดยหัวจิตหัวใจของเราเอง นั้นคือแบบแผนในการตกลงใจ

ในเรื่องของสีกับลายผ้านั้น ไม่ได้มีหลักปฏิบัติตายตัวเสมอไป   หลายสิ่งขึ้นอยู่กับความพอประมาณ ไม่ได้จำกัดว่าห้องนอนต้องเป็นสีโน้น ห้องนั่งเล่นต้องเป็นสีนี้ เราสามารถเลือกคัดสีพร้อมด้วยต้นแบบของผ้าม่านเพื่อให้เข้าหรือไปกันได้กับสิ่งแวดล้อมหรือห้องที่เราต้องประสงค์ตกแต่ง ขอแค่ทำแล้วเข้ากันหรืออาจตัดกันบ้างกับสิ่งรอบข้างหรือบรรยากาศโดยรวม เช่นสีโดยรวมของห้องนั้นออกโทนสีอะไร ระบอบและสีเครื่องเรือนเป็นไง เราสามารถนำสีผ้าม่านนั้นมาอุปมัยดูถึงความพอเหมาะ หรือเพื่อให้ตัดกันในแนวทางที่ไปกันได้

แก่นสารดีๆเกี่ยวกับแสลนกรองแสง หรือ ตาข่ายกรองแสง

แสลนกรองแสงนั้นคือว่า การดึงลงทอนความแรงแสงแวบให้บางเบาลงเนื่องด้วยไม่ให้ต้นไม้นั้นได้แสงไฟนักจนเกินพอดี การคัดเปอร์เซ็นต์ในการกรองแสงของแสลนกรองแสงก็จะขึ้นอยู่กับแบบของพืช กับยุคสมัยอายุของรุกข์ที่เราปลูกค่ะ เช่น ในยุคสมัยของการปักชำเมล็ด จนถึงห้วงผู้อนุบาลกล้าก็ต้องใช้การกรองแสงมากหน่อยคาดคะเน 70% ถึง 80% ครับ และเมื่อต้นกล้ามีชราขึ้น จนอาจจะย้ายลงสร้างเพาะปลูกได้นั้น จำนวนแสงที่ได้รับก็ต้องเพิ่มปริมาณ เราเป็นไปได้ใช้กรองแสงแค่ประมาณ 50% ถึง 60% ก็พอเพียงต่อความใคร่ของรุกข์แล้วล่ะ และถึงแม้นอย่างพืชที่สร้างนั้น เป็นพฤกษาสายที่ไม่ชอบแสงแก่ ต้องประสงค์ร่มเงา เช่นว่า กล้วยไม้ พฤกษากลุ่มนี้ไม่ต้องการแสงปริมาณมากๆ ฉะนั้นเราก็ต้องใช้กรองแสงในจำนวนรวมที่สูงขึ้นซัก 80% กำลังดี

และอีกเรื่องคือ สีของแสลนกรองแสง ที่มีทั้ง สีดำ และ สีเขียว แล้วเราควรใช้สีอะไรดีล่ะ? ทั้ง 2 สีนั้นมีความห่างไกลกันในเรื่องของสีกับแสงและหัวใจ กล่าวคือ แสลนกรองแสง หรือ ตาข่ายกรองแสง สีดำนั้นจะไม่ไปลดค่าความยาวของคลื่นแสง แสงที่ผ่านผ่านแสลนกรองแสงสีดำนั้น จะเป็นแสงขาวเหมือนที่เราเห็นธารณะ แต่แสลนกรองแสงสีอื่นจะกระเด้งลดค่าความยาวของคลื่นแสงสว่างที่เป็นสีเดียวกันกับสีของแสลนกรองแสงนั้นออกไป และพืชก็ปรารถนาแสงสีน้ำเงินและแดงเป็นหลัก ซึ่งรวมอยู่ในแสงสีขาวนั้นอยู่แล้ว ถ้าแสงสีเหล่านี้ถูกตัดทอนออกไปก็จะมีผลต่อการสังเคราะห์แสงสว่าง จนถึงการรุ่งเรืองสมบูรณ์ของไม้ครับ แบบแสลนกรองแสงสีเขียวนั้นเราจะเห็นคนเลือกคัดใช้กันอักโขยิ่งกว่าสีดำ นั่นก็ด้วย ประเด็นหนึ่งเลยคือแสลนสีดำวางความร้อนได้ดีกว่าสีเขียว ตามสรรพคุณของสีดำ ซึ่งส่งผลให้ในระยะยาวแสลนสีดำนั้นจะพุพังเสื่อมคุณลักษณะเร็วกว่าสีเขียวนั่นเอง

สายรัดข้อมือบังเกิดขณะใด?

สายรัดข้อมือ มักมีรูปพรรณเป็นสิ่งกลมๆที่ประกอบจากพลาสติก หรือไม่กระดาษมัน ที่ใช้เพื่อคาดหรือไม่ก็คาดที่แถวแขน สายรัดข้อมือกลุ่มนี้โดยมากทำให้ไม่สามารถใช้ประสมได้ เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ติดตัว หรือใช้เกี่ยวกับเป็นการป่าวประกาศแบบอย่างหรือไม่ก็สนับสนุนสมาคมการกุศลต่าง ๆ

ต้นปีพ.ศ. 2548 สายรัดข้อมือซิลิโคนได้กลายเป็นเครื่องตกแต่งที่ได้ความนิยมชมชอบ ที่สมาพันธ์การกุศลนำมาเพื่อหาเงินเสียสละ สายรัด Livestrong เป็นแบบแรกที่ออกมา ผ่านทางการบุกเบิกโดยแลนซ์ อาร์มสตรองนักปั่นจักรยาน แล้วก็ได้มีออกมาอีกหลายชนิด

ในประเทศไทยสายรัดข้อมือ เริ่มเป็นที่การตั้งกฎเกณฑ์ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2548 โดยที่ราคาของสายรัดข้อมือบางกลุ่มมีค่าสูงคะเน 1 พันบาท และได้หมดแบบอย่างในช่วงกลางปี พ.ศ. 2548

แต่ในสมัยปัจจุบันได้รับความชอบในการผลิตเพื่องาน แสดงของซื้อของขาย ของตอบแทนสำหรับองค์กร ต่าง ๆ อย่างแพร่สะพัด เพราะมีทุนต่อชิ้นทึ่ถูก ซึ่งวิถีทางการผลิตสายรัดข้อมือ นั้นมีหลายหลายทาง โดยมากนั้นสายรัดข้อมือจะมีการผลิตจาก ยาง ซิลิโคน Rubber มากมายเกรด

วีธีการขึ้นลายบนสายรัดข้อมือนั้น ในการผลิตปริมาณมากจะใช้การจัดการบล็อกในการขึ้นสินค้ามีจุดเด่นคือความชัดของลวดลายบนสายรัดข้อมือ และอีกกรรมวิธีในการทำจิตรบนสายรัดข้อมือนั้น คือว่า การใช้เลเซอร์ในการสลักเนื้อความบนสายรัดข้อมือ ซึ่งสามารถทำได้ในจำนวนน้อยต่อแบบ ซึ่งได้รับสมัยนิยมจากผู้บริโภค เพราะสามารถทำสายรัดข้อมือได้ตามความต้องการในจำนวนรวมที่ไม่มาก อีกทั้งบางกองกลางยังสามารถ ใส่หมายเลยเลขโค๊ดเฉพาะเจาะจงด้วยว่าสายรัดข้อมือแต่ละอันได้ด้วย